Posted on

check in เชียงคาน ชิคๆริมแม่น้ำโขง

อยากสัมผัสชีวิตสโลไลฟ์ ใช้ชีวิตแบบเนิบๆ เต็มไปด้วยรอยยิ้ม และบรรยากาศที่น่ารัก สบายๆ ริมแม่น้ำโขง เเถมที่นี้ยังไม่วุ่นวาย เหมาะแก่การไปพักผ่อนที่สุด และสถานที่เเนะนำก็คือเชียงคาน เมืองเลยนั่นเอง  มาดูกันว่า ไปเชียงคาน มีที่เที่ยวที่ไหนบ้าง

ภูทอก

ภูทอก เป็นจุดท่องเที่ยวหนึ่งที่พลาดไม่ได้ โดยเฉพาะในช่วงหน้าหนาว เพราะเราสามารถมาซึบซับอากาศหนาว สูดอากาศพร้อมชมความสวยงามของทะเลหมอก ที่สำคัญสายโซเชียลห้ามพลาดเลย เพราะมีที่ให้ถ่ายรูปเยอะมาก มีชิงช้าห้อยไว้ให้ได้นั่งเล่นชมทะเลหมอกยามเช้าอีกด้วย ใครอยากได้บรรยากาศพักผ่อน แบบเนิบๆ เชิญที่เลยเลยจ้า


ถนนคนเดินเชียงคาน

พลาดไม่ได้เด็ดขาดกับการมาเที่ยวเชียงคานก็คือ การเดินชิล เที่ยวถนนคนเดินเชียงคาน นั่นเองค่ะ ร้านรวงจัดไฟสวยระยิบระยับ มีทั้งร้านขายของพื้นเมือง สินค้าแฮนด์เมด ร้านอาหารพื้นเมือง ตลอดจนร้านกาแฟให้นั่งสบายๆ ตั้งแต่ถนนชายโขงซอย 5 ไปจนถึงซอย 20 ได้เพลินๆ เลยค่ะ


อ่างเก็บน้ำห้วยกระทิง

อ่างเก็บน้ำห้วยกระทิง หรือเรียกอีกชื่อว่า อ่างเก็บน้ำหมานตอนบน ตั้งอยู่ในพื้นที่การดูแลของวนอุทยานหริรักษ์  เหมาะสำหรับการไปนั่งทานข้าว รับลม หรือใครที่อยากเล่นน้ำ ก็มีห่วงยางให้เช่า ลงเล่นได้เลยเช่นกัน ใครมาหน้าหนาวยิ่งฟินค่ะ และแพก็มีให้บริการหลายเจ้าส่วนใหญ่จะมีอาหารเมนูปลา ที่จับจากในเขื่อนเลย อาหารอีสานแซ่บๆ แต่ละเจ้าก็จะคล้ายๆกันค่ะ แพจะมีแบบอยู่กับที่ริมเขื่อนและมีแบบให้เรือลากไปค่าบริการ 300 บาท  ส่วนค่าบรการนั่งแพมีหลายขนาด ไม่เกิน 5 / 10 / 20 คน ราคาต่างกันไปค่ะ


พิพิธภัณฑ์ผีตาโขน

พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเมืองด่านซ้าย ตั้งอยู่ภายใน วัดโพนชัย โดยนำกุฏิหลังเดิมของท่านเจ้าอาวาสมาดัดแปลงเป็นพิพิธภัณฑ์ กุฏิดังกล่าวสร้างขึ้นในปี พ.ศ.2478 ด้วยไม้ทั้งหลังตามสถาปัตยกรรมแบบพื้นถิ่น ภายในได้รวบรวมเอาวัฒนธรรมและประเพณีของด่านซ้ายเข้ามาจัดแสดงไว้ครบถ้วน  มีการสอนทำหน้ากากผีตาโขน มีโซนที่ให้ศึกษาประวัติศาสตร์ที่มาได้ ใครอยากเที่ยวด้วย ได้ความรู้ด้วย ก็ลองไปชมกันนะคะ


แก่งคุดคู้

แก่งคุดคู้ อีกหนึ่งที่เที่ยวเมืองเชียงคานที่น่าสนใจ และต้องไปสักที ที่นี่เราจะได้เห็นวิวสวยๆ ของแม่น้ำโขงที่กว้างขวางสุดลูกหูลูกตา และทอดตัวยาวขนานไปสองฝั่งไทย-ลาว รวมถึงมีภูเขาใหญ่ “ภูควายเงิน” เป็นฉากสวยๆ อยู่ด้านหลัง   และต้องห้ามพลาดล่องเรือเที่ยวริมฝั่งแม่น้ำโขง สัมผัสธรรมชาติสองฝากฝั่งโขง นอกจากนี้ยังมีร้านค้า ร้านอาหารต่างๆ ตั้งเรียงรายให้ได้เลือกช้อปเป็นของฝากอีกด้วย และไฮไลท์อีกอย่างก็คือ ร้านอาหารแพริมน้ำ พร้อมเมนูอาหารอีสานเด็ดๆ ราคาเบาๆ ที่ต้องไปลองชิมกันค่ะ


หมู่บ้านวัฒนธรรมไทดำ ลาวโซ่ง

หมู่บ้านนี้ตั้งอยู่ที่ บ้านนาป่าหนาด ตำบลเขาแก้ว อำเภอเชียง ซึ่งเป็นหมู่บ้านของชาวไทดำ หรือ ลาวโซ่ง ที่อพยพมาจากเมืองเชียงขวาง ประเทศลาว ตั้งแต่ปี พ.ศ.2448 แล้วค่ะ ปัจจุบันที่นี่จึงกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ที่เผยแพร่ข้อมูล วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของชาวไทดำ ต้องลองไปสัมผัสชีวิตชาวบ้านที่นี้นะคะ  เราจะได้เียนรู้วัฒนธรรมของชาวไทดำ ได้อย่างดีเลย


ขี่จักรยานริมฝั่งโขง

เเละที่เหมาะแก่การพักผ่อนที่สุดก้หนีไม่พ้นการปั่น จักรยาน ไปเรื่อยๆ เลียบริมฝั่งโข โดยเฉพาะช่วงหลังสี่โมงเย็นเป็นไปต้นค่ะ บรรยากาศสองข้างทางมีความชิลๆ ลมเย็นๆ ปะทะหน้า ให้ความรู้สึกสดชื่นมากๆ ที่จุดนั่งพักชมวิวริมแม่น้ำโขง มองเห็นฝั่งลาวอยู่ไม่ไกล จนถึงช่วงไฮไลท์ที่พระอาทิตย์กำลังจะตก แสงสีทองสวยงามมากๆ
ราคาค่าเช่าจักรยาน 50 บาท/คัน ตั้งแต่ 7 โมงเช้ายัน สามทุ่มเลยทีเดียว

 

 

Posted on Leave a comment

10 ประเทศ ชวนแฟนเที่ยวรับวาเลนไทน์

ใกล้วาเลนไทน์เเล้ว บรรยากาศที่หอมหวนไปด้วยความรัก ความหอมหวาน สีชมพู  เเละคนรักกัน แต่สายเที่ยวอย่างพวกเราจะบอกรักกันเฉยๆก้ดูธรมดาไป ดังนั้นต้องไม่เหมือนคู่อื่น เป็นสายเที่ยวทั้งที การพาคนรักออกไปเปิดประสบการณ์ใหม่ก็เป็นการสร้างสัมพันธ์ความรักที่ยั่งยืนเลยน่า  วันนี้เราเลยพาไปทัวร์ 10 ประเทศจูงมืแฟนไปได้ง่ายๆ ไม่ต้องทำวีซ่า เเค่เราต้องมีเงิน

ลาว

ประเทศเเรกขอเป็นใกล้ๆเมืองไทย ลาวมีหลายเมืองน่าเที่ยว เพราะธรรมชาติที่ยังคงมีอยู่หลายเมือง ไม่ว่าจะเป็นวังเวียง หลวงพระบาง ที่ได้ชื่อว่าเป็นเมืองมรดกโลก มีสถานที่ม่องเที่ยวตามธรรมชาติหลากหลายเส้นทาง ยังไม่รวมไปถึงวัดวาอาราม และวัฒนธรรมการเป็นอยู่ที่น่ารักของชาวลาว ลองพาคนรักไปสูดอากาศ และพักผ่อนแบบสโลไลฟ์ดูนะคะ เชื่อว่ากระชับความสัมพันธ์ได้ดีมากเลยทีเดียว


พม่า

พม่า ประเทศใกล้เมืองไทยอีกประเทศ ที่ถ้าหากคุณเป็นสายบุญ ไม่ควรพลาดการเดินทางไปประเทศนี้โดยเด็ดขาด  ยังคงความงดงามของเมือง วัด มหาเจดียืต่างๆ ที่รำลือกันว่าศักดิ์สิทธิ์ และเป็นที่เคารพศรัทธา อย่างมหาเจดีย์ชเวดากอง พระธาตุอินทร์เเขวน เทพทันใจ เทพกระซิบ พระนอนตาหวาน  พระมัยมุนี  นอกจากนี้ยังมีธรรมชาติสวยๆ อย่างพุกาม มัณฑะเลย์ อินเล ที่ยังรอให้นักท่องเที่ยวแวะไปเก็บึวามทรงจำดีๆกัน ไปประเทศนี้ นอกจากได้พักผ่อนแล้ว ยังได้ไหว้พระทำบุญอีกด้วยนะ


เวียดนาม

เวียดนาม เมืองน่าเที่ยวอีกเมือง ที่มีครบทุกบรรยากาศ หากต้องการเน้นบรรยากาศโรแมนติกแนะนำให้ขึ้นเหนือ ไปซาปา ใครชอบบรยากาศแบบเย็นๆ ลองไปดาลัด ใครชอบแบบตะลุยๆ ก็บุกทะเลทราบที่มุยเน่ แต่ถ้าสายชิวก็ลองญาจางเมืองใต้สุดของเวียดนาม เเถมประเทศนี้ยังเป็นต้นกำเหนิดของเเหนมเนือง และเฝอ อันขี้นชื่อ ต้องไปให้ได้นะ


เกาหลี

เมืองแห่งโอปป้า เมืองในฝันของผู้หญิงหลายๆคนเลย โดยเฉพาะคอซีรีย์ที่เฝ้าฝันหาโอปป้า ในซีรีย์ เมืองนี้เป็นอีกเมืองที่มีความโรแมนติกในตัวเองเป็นอย่างมากโดยเฉพาะในช่วงหน้าหนาว หรือซากุระบาน บรรยากาศรอบตัวเหมือนในซีรีย์เกาหลีเลย ยิ่งถ้าได้ไปกับแฟน ยิ่งโรเเมนติก  จึงเป็นประเทศที่น่าพาแฟนไปเที่ยวสุดๆ นอกจากนี้เกาหลียังไม่ต้องขอวีซ่าเตรียมเอกสารใดๆ แม้จะเข้ายากไปหน่อย แต่ถ้าตั้งใจะไปเที่ยวเเล้วก็ไม่มีอะไรเป็นอุปสรรคเลย


ญี่ปุ่น

ญี่ปุ่นครั้งเดียวไม่เคยพอ เมืองที่ต้องไปซ้ำเเล้วซ้ำอีก เพราะนอกจากความโรแมนติกของเมืองเเล้ว อาหารของญี่ปุ่นยังขึ้นชื่อ ถูกปากเป็นอย่างมากเลย  ผู้คน บ้านเมือง วัฒนธรรม เทคโนโลยี ธรรมชาติ หรือที่ช็อปปิ้ง ญี่ปุ่นก็ยังมีที่เที่ยวน่าสนใจอีกมาก ไม่นับเมืองใหญ่อย่างโตเกียว โอซาก้า เกียวโต ฮอกไกโด โอกินาว่า แต่ยังมีเมืองเบบปุ ที่มีชื่อเสียงด้านออนเซน, ฟุกุโอกะบ้านเกิดของเมนูราเม็งอันเลื่องชื่อ, ส่วนสายเดินป่าก็ต้องไปที่เมืองคารุอิซาวะ-มาชิ หรือแหล่งเล่นสกีที่สวยสุดๆ ณ เมืองฮากุบะ-มุระ ยิ่งตอนหน้าหนาว ยิ่งโรแมนติก ต้องพาแฟนไปให้ได้นะ


สิงคโปร์

สิงคโปร์เมืองชิคๆ เป็นอีกเมืองที่ต้องไป โดยเฉพาะในช่วงสิ้นปี เพราะตรงถนนออร์ชาร์ดเขาจะประดับถนนด้วยไฟแบบอลังการ เป็นอะไรที่ห้ามพลาดเด็ดขาด ซึ่งในเเต่ละปีธีมการตกแต่งก็เเตกต่างกันออกไป เเถมสถานที่เที่ยวสิงคโปร์ก็มีใหม่ๆเยอะ เช่น อุโมงค์ต้นไม้ Fort Canning Park, ถ่ายรูปเล่นที่ Bugis Village, National Gallery Singapore, Gardens by the Bay และ Marina Barrage เป็นต้น


รัสเซีย

รัสเซียเมืองที่ประกอบๆปด้วยสถาปัตยกรรมอันยิ่งใหญ่และสถานที่ท่องเที่ยวที่โรแมนติกอีกหลายที่ อย่าง จัตุรัสแดงที่กรุงมอสโค วิหารเซนต์บาซิล และอนุสรณ์สถานเลนินหนึ่งในบุคคลสำคัญของจักรวรรดิรัสเซีย ส่วนแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ ที่น่าไปไม่แพ้ กันก็มีพิพิธภัณฑ์แอร์มิทาจที่เมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก และโบสถ์แห่งหยดเลือด (Church of the Savior on Spilled Blood)  เเถมหน้าหนาวของที่นี้ก็น่าเที่ยว เพราะเป็นช่วงโลว์ซีซั่นรื่องค่าที่พักและตั๋วเครื่องบินเลยค่อนข้างย่อมเยากว่าช่วงอื่นๆ


ตุรกี

ตุรกี ประเทศที่สวยเเละงดงามในเรื่องของสถาปัตยกรรมแบบยุโรป แตไม่ต้องขอวีซ่านะ แม้จะยุโรป แต่ราคาเอเชียเลย ประเทศนี้เลยอยู่ในตัวเลือกต้นๆ ของสายเที่ยวที่อยากไปยุโรป  ด้วยความที่ตุรกีเป็นประเทศที่มีวัฒนธรรมอันผสมผสานระหว่างตะวันตกและตะวันออก ดังนั้นสิ่งที่คุณจะได้ในทริปนี้แน่ๆ คือทัศนียภาพบ้านเมืองที่สวยเด็ดอย่างกับยุโรป และสถานที่เช็คอินก็มีพิพิธภัณฑ์ฮาเกียโซเฟีย, สุเหร่าสุลต่านอาห์ เหม็ดที่ 1 (สุเหร่าสีน้ำเงิน) ไปจนถึงพระราชวังโทพคาปี ที่ทั้งหมดอยู่ในจุดศูนย์กลางการท่องเที่ยวที่เมืองอิสตันบูล


จอร์เจีย

จอร์เจีย ประเทศเล็กๆที่ตั้งอยู่บนจุดตัดระหว่างทวีปยุโรปและเอเชีย ทางทิศตะวันออกของทะเลดำในเทือกเขาคอเคซัสตอนใต้ เป็นประเทศที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 2,500 ปี ในอดีตเป็นสาธารณรัฐหนึ่งของสหภาพโซเวียต ทางเหนือติดกับประเทศรัสเซีย ทางใต้ติดกับประเทศตุรกี ประเทศอาร์มีเนีย และประเทศอาเซอร์ไบจาน เเถมยังมีวัฒนธรรมและสถาปัตยกรรมที่สวยงามเป็นเอกลักษณ์   ใครอยากไปสัมผัสบรรยากาศยุโรปแบบไม่ต้องขอวีซ่า เเถมยังอยู่ได้ถึง 365 วัน ต้องไปที่นี้เลยนะคะ  ยิ่งช่วงหน้าหนาว หิมะตก โรแมนติกไปอีกแบบนะคะ


 

Posted on Leave a comment

ขอเนื้อคู่ที่ไหนให้สมหวัง ฉ.รอบเอเชีย

“คนไม่มีใครเทศกาลไหนๆก็ต้องอยู่คนเดียว” คนโสดเห็นด้วยไหมคะ เพิ่งผ่านคืนข้ามปีมาไม่ทันไร เดือนต่อไปก็วาเลนไทน์อีกเเล้ว  แต่เหล่าคนโสดอย่างเราจะไม่ยอมเดียวดายอีกต่อไป โปรคนโสดขอรวบรวมสถานที่ขอพรด้านความรักจากทั่วเอเชียมาไว้ให้ที่นี้เเล้ว

วัดหวังต้าเซียน ฮ่องกง  ( วัดหว่องไท่ซิน )

วัดหวังต้าเซียน ประเทศฮ่องกง เป็นวัดที่ได้รับความนิยมสูงสุดของฮ่องกง นักท่องเที่ยวจะเดินทางมาขอพรเรื่องสุขภาพ เสริมดวงชะตา ไหว้พระแก้ปีชง เเละขอเนื้อคู่ ไหว้พระสละโสด เนื่องจากวัดแห่งนี้เป็นที่ประดิษฐานของเทพเจ้าจีนหลายองค์อย่างเทพเจ้าหลักของวัดคือเทพหวังต้าเซียน

ซึ่งเทพเจ้าเป้าหมายของคนโสด คือเทพเจ้าหยกโหลว หรือเทพเจ้าด้ายแดง ที่ตั้งอยู่ตรงศาลกลางแจ้งเป็นรูปปั้นสีทองมีเสี้ยวพระจันทร์อยู่ด้านหลังประทับอยู่ ซึ่งชาวจีนต้องมาขอพรความรักกันที่นี่ โดยการขอพรกับเทพเจ้าองค์นี้ต้องใช้ด้ายแดงผู้นิ้วเอาไว้ไม่ให้หลุดระหว่างพิธีเพราะชาวจีนเชื่อว่าด้ายแดงนี่แหละคือเส้นโยงโชคชะตาด้านความรัก การขอพรทำได้คนโสดและคนมีคู่ คนโสดก็เป็นการขอพรให้เจอเนื้อคู่ ส่วนคนมีคู่ ก็จะช่วยทำให้มีความรักที่มั่นคงและยืนยาว 

เทพเจ้าหยุคโหลว หรือที่รู้จักกันในนามเทพเจ้าแห่งจันทรา หรือผู้เฒ่าแห่งดวงจันทร์ (The Old Man from The Moon) เทพเจ้าแห่งความรัก และการแต่งงาน และเชื่อกันว่าสมุดในมือคือสมุดที่ใช้จดรายชื่อคู่รักนั่นเอง

  • วิธีขอพร ตอนเริ่มขอพรต้องบอกชื่อ นามสกุล ที่อยู่ ความต้องการให้ชัดเจนด้วยนะ
  • สำหรับผู้หญิง : ให้ไหว้ที่องค์ท่านเทพ 3 ครั้ง แล้วเดินไปทางรูปปั้นเจ้าสาว ให้ไปอธิษฐานขอคู่ที่ตรงนั้น เมื่อเสร็จแล้วให้ไหว้ 3 ครั้ง แล้วเดินไปที่รูปปั้นเจ้าบ่าว ใช้มือลูบที่เท้าเจ้าบ่าว 3 ครั้ง โดยที่มือที่ทำเป็นรูปตามป้ายห้ามคลายเด็ดขาด หลังจากนั้นให้ปล่อยมือออกได้ แล้วใช้ด้ายแดงผูกไว้ที่เชือก เป็นอันเสร็จขั้นตอน
  • สำหรับผู้ชาย : ให้ไหว้ที่องค์ท่านเทพ 3 ครั้ง แล้วเดินไปที่รูปปั่นเจ้าบ่าว ให้ไปอธิษฐานขอคู่ที่ตรงนั้น เมื่อเสร็จแล้วให้ไหว้ 3 ครั้ง แล้วเดินไปที่รูปปั้นเจ้าสาว ใช้มือลูบที่เท้าเจ้าสาว 3 ครั้ง โดยที่มือที่ทำเป็นรูปตามป้ายห้ามคลายเด็ดขาด หลังจากนั้นให้ปล่อยมือออกได้ แล้วใช้ด้ายแดงผูกไว้ที่เชือก เป็นอันเสร็จขั้นตอน

วัดหลงซาน ประเทศไต้หวัน

วัดหลงซาน เป็นวัดเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไต้หวัน สร้างขึ้นราวปี ค.ศ. 1738 โดยชาวจีนผู้อพยพมาจากมณฑลฝูเจี้ยน และอันที่จริงวัดหลงซานไม่ได้ดังแค่เรื่องขอคู่เท่านั้น แต่ยังดังในเรื่องการขอสิ่งใดก็สมปรารถนาด้วย

  • วิธีขอพร 
  • รับธูป 1 ดอกจากเจ้าหน้าที่ตรงประตูทางเข้า แล้วทำพิธี ‘ไหว้ฟ้า’ ซึ่งก็คือ พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ หรือเจ้าแม่กวนอิม
  • แจ้งชื่อ-นามสกุล อายุ วันเกิด ระบุที่อยู่ให้เรียบร้อย และกล่าวคำสักการะ ใครที่อยากได้สิ่งใดให้ขอในขั้นตอนนี้ได้เลย
  • แลเวก็ไหว้ขอพรทุกองค์มาเรื่อยๆ จนถึงองค์สุดท้าย ที่ชื่อว่าเทพจันทรา เทพองค์นี้แหละคือเป้าหมายของคนโสด ในการขอความรักต้องมี 2 ขั้นตอนด้วยกัน
  • ขั้นตอนที่ 1: ถามเรื่องความรัก ขั้นตอนนี้ให้หยิบปัวะปวย (ไม้แดงเสี่ยงทาย) แล้วตั้งคำถาม ตั้งเฉพาะเจาะจงไปเลยว่า อยากมีแฟน….(แต่อย่าลืมบอกชื่อ ข้อมูลสำคัญของเราด้วยนะ ) ถ้ามีให้   ปัวะปวย ออกมาเป็นคว่ำอันหงายอัน  ถ้าผลออกมาว่ามี แต่มีคนคุยอยู่เเล้วก็ถามเจาะลึกลงไปอีกได้ หรือผลออกมาว่ามีแต่ยังไม่มีคนคุย แล้วจากขอคู่จากท่านก้ไปที่ขั้นตอน  ‘ขอด้ายแดง’
  • ขั้นตอนที่ 2: ขอด้ายแดง ขั้นตอนนี้ก็ทำเหมือนในขั้นตอนเเรก เเล้วอธิษฐานขอด้ายเเดง ขอแบบระบุสเปกไปเลยต้องการแบบไหน จากนั้นจึงโยน ถ้าไม้เสี่ยงทายออกมาเป็นคว่ำอันหงายอัน ให้หยิบขึ้นมาอธิษฐานถามท่านอีกครั้งแล้วโยน ถ้าปัวะปวยออกมาเป็นคว่ำอันหงายอันทั้งหมด 3 ครั้ง ให้เดินไปหยิบด้ายแดงที่กล่องตรงตำหนักท่าน แล้วนำมาทำพิธีชุ่นเชียง เป็นการนำด้ายแดงไปวนขวาสามรอบที่กระถางธูปที่มีควันลอยฟุ้ง คนจีนเชื่อว่าด้ายแดงนี้จะไปผูกเนื้อคู่ของเราให้เข้ามาเจอกัน  cr.thestandard

วัดเสียไห่เฉิงหวงเมี่ยว ประเทศไต้หวัน

วัดเสียไห่เฉิงหวงเมี่ยว จะเป็นศาลเจ้าเล็กๆ แต่ร่ำลือกันว่าศักดิ์สิทธิ์มาก มีเทพเจ้าชื่อเฉิงหวงประดิษฐานให้คนทั่วไปมากราบไหว้ขอพร ที่นี่ไม่ใช่คนโสดเท่านั้นที่มาขอพร แต่คนมีคู่ก็มาขอได้เช่นกัน เพราะมีความเชื่อว่าเอารองเท้านำโชคไปวนขวารอบกระถางธูป 3 รอบแล้วเอาไปวางไว้ในตู้เสื้อผ้าจะทำให้สามีอยู่กับคุณตลอดไป

  • วิธีขอพร 
  • จุดธูป 3 ดอก พร้อมกระดาษไหว้ 1 พับ อธิษฐานขอพรกับเทียนกง (天公 – The Sky God)โดยบอกชื่อนามสกุล อายุ ที่อยู่ แล้วไหว้ 3 ครั้ง
  • เดินเข้าทางประตูขวาเพื่อมาขอพรกับเฉิงหวง (城隍爺 – The City God) เย่วเหล่า (月老 – The Match Maker) และเทพเจ้าทั้งหลาย อย่าลืมบอกชื่อนามสกุล อายุ และที่อยู่ของตัวเองอีกครั้ง พร้อมบอกวัตถุประสงค์หรือพรที่เราต้องการขอจากท่าน
  • จากนั้นมาขอพรกับอี้หยงกง (義勇公 – Yi-yong Gong ) ขอให้การงานราบรื่น เฉิงหวงฝูเหยิน (城隍夫人 – Wife of the City God) ขอให้ครอบครัวปรองดอง และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ขอให้แคล้วคลาด ปลอดภัย พบเจอแต่สิ่งดีๆ

ศาลเจ้าโตเกียวไดจิงกุ ประเทศญี่ปุ่น

ศาลเจ้าโตเกียวไดจิงกุ นี่คือศาลเจ้าที่หนุ่มสาวชาวญี่ปุ่นนิยมมาขอพรความรักเป็นอันดับ 1  ที่นี้เป็นที่นิยมมากในหมู่คนญี่ปุ่นโดยเฉพาะในช่วงปีใหม่และวันวาเลนไทน์ ก็จะเต็มไปด้วยบรรดาคู่รักและหนุ่มสาวโสดมาขอพรให้สมหวังในเรื่องความรัก ก็เพราะศาลเจ้านี้โดดเด่น มีความขลัง ในด้านความรัก และยังเป็นศาลเจ้าแรก ที่มีการทำพิธีการแต่งงาน ตามนิกายชินโตของญี่ปุ่นในศาลเจ้าอีกด้วย

นอกจากนี้ยังมีเครื่องราง หลายไอเทมให้เลือกซื้อไปบูชา เก็บเป็นที่ระลึก หรือเป็นของฝากอันทรงคุณค่า ได้อีกด้วย โดยเฉพาะไอเทมตัวท็อปเครื่องรางเทพเจ้าผูกรัก “Enmusubi” ผูกรักผูกดวง ชิ้นละ 700 เยน

 


วัดเยียไห่ซิง ประเทศสิงคโปร์

วัดเยี่ยไห่ชิง (Yueh Hai Ching Temple) หรือวัคไห่เชงเปียว (Wak Hai Cheng Bio) เป็นหนึ่งในวัดของสิงคโปร์ที่ขึ้นชื่อเรื่องความรักมากๆ ถึงกับได้รับการขนานนามว่าเป็น The Love Temple  วัดแห่งนี้เป็นที่นิยมในหมู่ชาวพื้นเมืองเป็นอย่างมาก เพราะนอกจากขึ้นชื่อในความรักแล้วยังขึ้นชื่อในเรื่องของการขอบุตรเเละการเรียนด้วย

สำหรับเรื่องความรัก ให้ไปขอกับเทพเจ้า Elder of Moon โดยการนำด้ายสีแดงไปคล้องไว้ที่องค์เทพเจ้า ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์ที่ทำให้ผู้คนสมหวังมากมาย


สุสานพระนางจางฮีบิน ประเทศเกาหลี

สุสานพระนางจางฮีบินหรือสุสานแดบินมโย ที่อยู่ในซีรี่ย์ ทงอี จอมนางคู่บัลลังก์หรือ จางอ๊กจอง ตำนานรักแห่งจอมนางโดยในเรื่องจะมีพระสนมจางฮีบินเป็นตัวละครสำคัญของเรื่องเป็นบุคลที่มีอยู่จริงในประวัติศาสตร์เกาหลี ที่แห่งนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

โดยในซีรีย์นั้นเล่าว่าพระสนมจางฮีบินหรือจางอ๊กจองเป็นผู้ที่ความสวยงามแะสามารถมัดใจพระราชาได้อยู่มัด แม้นางจะมาจากชนชั้นธรรมดาก็ตาม แต่สุดท้ายนางก็ต้องมาตายด้วยปัญาหาภายในวัง รวมถึงความรัก การเมืองหลากหลายปัญหา จึงทำให้สุสานขอนางมาชื่อเรียกว่า แดบินมโย  ซึ่งเล่ากันว่าตั้งแต่ย้ายร่างเธอมาฝังไว้ที่นี่ อยู่ดีๆ ก็มีต้นสนทะลุขึ้นมา นอกจากนี้เธอยังขึ้นชื่อเรื่องความสวยมัดใจชาย เลยมีความเชื่อว่าถ้าสาวโสดมาขอพรความรักก็จะเจอเนื้อคู่

ใครที่โสดมานานอยากเจอเนื้อคู่ หรือสาวๆหนุ่มๆที่ชอบใครก็นก จนกลายเป็นพญานกไปแล้ว ลองไปตามรอยสถานที่รอบๆเอเชียได้นะคะ หรือไม่อยากไปถึงต่างประเทศลองที่เมืองไทยก็ก่อนได้นะ อยากให้ได้ผลเราต้องลองไปให้ทุกที่เลย ที่ไหนดี ที่ไหนเด็ด เราต้องไปเผื่อปีนี้จะเลิกนกสักที

Posted on 1 Comment

5 บูชาสถานต้องไปของพม่าที่ต้องไปให้ได้

เมื่อพูดถึงพม่า หลายๆคนก็คงคิดถึงความเป็นเมืองเเห่งพระพุทธศาสนา พระมหาเจดีย์ที่ศักดิ์สิทธิ์เเละมีชื่อเสียง แต่ก่อนที่เราจะพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับมหาเจดีย์ที่ขึ้นชื่อ ต้องขอเล่าก่อนว่า ในสมัยก่อนนั้นประเทศพม่าไม่ได้นับถือศาสนาพุทธ แต่นับถือผีสางนางไม้เหมือนชนชาติอื่นๆ ซึ่งผีสาง นางไม้ที่พม่านับถือนั้น จะเรียกว่า นัต นัตเป็นทั้งพระภูมิเจ้าที่ เทพยาดาธรรมชาติ ผีดิน ผีฝน ผีลม ตลอดจนเจ้าป่าเจ้าเขา

ต่อมาพม่าก็ได้รับเอาพุทธศาสนาเข้ามา ในศตวรรษที่ 6  เพราะ ได้พบหลักฐานเป็นคำจารึกภาษาบาลี นัก ประวัติศาสตร์ให้ความเห็นว่า พระพุทธศาสนาแบบเถรวาทได้ เข้ามาสู่เมือง พม่า ตั้งแต่สมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ต่อมาได้มีพระสงฆ์ฝ่าย มหายานซึ่งเป็นศิษย์ของพระวสุพันธุ ได้นำเอาพระพุทธศาสนาแบบมหายานลัทธิ ตันตระ เข้าไปเผยแผ่ จนพระพุทธศาสนาทั้ง แบบมหายาน และแบบเถรวาทเจริญรุ่งเรืองในพม่าเป็นเวลาหลายร้อยปี มหาเจดีย์ที่ยังคงปรากฏให้เราได้เห็นทุกวันนี้

ทราบที่มาคร่าวๆกันเเล้ว วันนี้ Unithai จึงขอพาทุกคนไปสักการะ 5 มหาบูชาสถานในพม่ากัน ตามมาเลย

มหาเจดีย์ชเวดากอง

ที่แรกก็คือ พระมหาเจดีย์ชเวดากอง ตั้งอยู่ที่ใจกลางกรุงย่างกุ้ง เป็นเจดีย์ขนาดใหญ่ ก่อสร้างเมื่อประมาณ 2 พันปีมาก่อนโดยกษัตริย์มอญ คือพระเจ้าโอกะลาปะ  โปรดฯให้มีการก่อสร้างขึ้น โดยมีความสูง 326 ฟุต เส้นรอบวง 1,420 ฟุต และองค์เจดีย์ประดับด้วยแผ่นทองคำ 4 หมื่นแผ่น รวมน้ำหนักของทองคำทั้งหมดมากถึง  8 ตัน สำหรับฉัตรที่ครอบส่วนยอดขององค์เจดีย์สูง 33 ฟุต เส้นผ่าศูนย์กลาง 18 ฟุต ประดับประดาด้วยอัญมณีเพชรพลอยรวม 4,351 เม็ด มีน้ำหนักมากถึง 2,000 กะรัต ภายในบรรจุพระเกศาธาต รวม 8 เส้น ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

พระมหาเจดีย์ชเวดากอง ได้รับการบูรณปฎิสังขรณ์มาหลายครั้ง และมีโบราณราชประเพณีที่กษัตริย์มอญ และกษัตริย์พม่า ก่อนจะขึ้นครองราชสมบัติ จะต้องถวายทองคำน้ำหนักเท่ากับน้ำหนักของพระองค์ เพื่อนนำมาห่อหุ้มองค์พระเจดีย์ ชาวเมียนมาร์และชาวไทยพุทธ ถือกันว่า พระมหาเจดีย์ชเวดากอง เป็นศูนย์รวมแห่งพลังความศรัทรา ที่สำคัญยิ่งจากอดีตจวบจนปัจจุบัน

การสักการะบูชา

  • ไหว้ขอพรเพื่อเสริมสร้างบารมีและสิริมงคลจากองค์เจดีย์ชเวดากองที่ ลานอธิษฐาน
  • สรงน้ำพระประจำวันเกิด 8 ทิศ รอบองค์เจดีย์ สรงน้ำบริเวณ 4 ตำแหน่ง คือ 1) ที่องค์พระ 2) ที่องค์เทวดา 3) ที่เสา 4) ที่สัตว์สัญลักษณ์
  • ชมแสงอัญมณีที่ประดับบนยอดฉัตร โดยแต่ละจุดจะมีสีต่างกันออกไป เช่น สีเขียว สีเหลือง สีแดง

พระธาตุอินทร์แขวน

พระธาตุอินทร์แขวน ประดิษฐานอยู่บริเวณหน้าผาสูงจากระดับน้ำทะเลราว 1,200 เมตร ที่เมืองไจ้ก์โถ่ รัฐมอญ มีลักษณะเป็นก้อนดินขนาดใหญ่โดยมีเส้นรอบวงประมาณ 17 เมตร มีความสูงขององค์พระธาตุ 5.5 เมตร เชื่อกันว่าเป็นก้อนหินมหัศจรรย์ที่สามารถลอยตัวอยู่บนหน้าผาได้อย่างน่าประหลาดใจแก่ผู้พบเห็น และหากใช้เชือกดึงคนละด้าน บริเวณฐานของก้อนหิน จะสามารถลอดผ่านได้โดยไม่ติดอะไร

ตามตำนานโบราณกล่าวว่า พระอินทร์เสด็จลงมาจากสรวงสวรรค์ เพื่อนำเอาพระธาตุมาแขวนไว้ ให้ผู้มีบุญญาธิการ ได้มากราบไหว้ เปรียบดังการได้มาไหว้พระธาตุเกศแก้วจุฬามณีบนสรวงสวรรค์ และยังจะได้ส่งผลบุญให้ได้ไปเกิดในยุคพระศรีอารยเมตรไตรย และยังมีความเชื่ออีกว่าผู้ที่มีบุญสูง จึงจะสามารถมองเห็น องค์พระธาตุอินทร์แขวนลอยอยู่อย่างชัดเจน สำหรับชาวเมียนมาร์และชาวไทยพุทธยังเชื่อว่า ในช่วงชีวิตหนึ่งจะต้องมากราบสักการะ องค์พระธาตุอินทร์แขวนให้ครบ 3 ครั้ง แล้วจะได้รับความโชคดีตลอดชีวิต ทั้งในภพนี้และภพหน้า

การสักการะบูชา

  • ปิดทององค์พระธาตุอินทร์แขวน (เข้าไปปิดได้เฉพาะผู้ชาย ส่วนผู้หญิงต้องฝากผู้ชายเข้าไปปิดแทน) ประตูเหล็กจะเปิดถึงแค่ 4 ทุ่ม เท่านั้น!
  • แขวนระฆังบริเวณรั้วรอบๆ ตามความเชื่อ เพื่อให้ประสบความสำเร็จและมีชื่อเสียง
  • นั่งสมาธิที่พระเจดีย์ได้ตลอดทั้งคืน และควรพกเสื้อกันหนาว กันลม ผ้าห่ม ผ้าพันคอ และเบาะรองนั่งมาด้วย เพราะลมแรงและอากาศค่อนข้างเย็น
  • ใส่บาตรพระธาตุอินทร์แขวนในตอนเช้า หาซื้อของได้ที่ร้านค้าบริเวณนั้นๆ

พระมหาเจดีย์ชเวสิกอง (พุกาม)

คำว่า “ชเวสิกอง” มีความหมายว่าเจดีย์ทองแห่งชัยชนะ ถูกสร้างขึ้นในรัชสมัยของพระเจ้าอโนรธามังช่อ สักษณะขององค์เจดีย์เป็นทรงระฆังคว่ำ สีทองเด่นสง่างาม ซึ่งภายในเป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุและพระเขี้ยวแก้ว ที่อัญเชิญมาจากประเทศศรีลังกา ถูกสร้างขึ้นเมื่อราว 960 ปีก่อน โดยผิวภายนอกของพระมหาเจดีย์ชเวสิกองหุ้มด้วยทองคำเปลว ปัจจุบันมีความสูง 53 เมตร มีลวดลายปูนปั้นอยู่ 3 แถว และมีเจดีย์เล็กๆ รายล้อมเป็นเจดีย์บริวาร

การสักการะบูชา

  • หลุมสมดุลเจดีย์ บริเวณลานหน้าบันไดทางขึ้นสู่เจดีย์ทิศตะวันออก เป็นหลุมใส่น้ำไว้นั่งคุกเข่ามองเงายอดเจดีย์ที่สะท้อนลงผิวน้ำ

 

พระมหาเจดีย์ชเวมอดอ (พะโค หรือ หงสาวดี)

พระมหาเจดีย์ชเวมอดอ หรือ “พระธาตุมุเตา” ซึ่งแปลว่าจมูกร้อน เพราะกล่าวกันว่า พระมหาธาตุมีความสูงมากจนต้องแหงนหน้ามองต้องกับแสงแดด จึงทำให้จมูกร้อน เป็นเจดีย์ที่มีความสูงที่สุดในประเทศเมียนมาร์   เป็นมหาเจดีย์สำคัญที่ก่อสร้างโดยชาวมอญ ในยุคที่รุ่งเรืองของเมืองมอญ มีการบูรณะและต่อเติมอีกหลายครั้ง ภายในองค์เจดีย์บรรจุพระเขี้ยวแก้วไว้ ตั้งแต่สมัยพระเจ้าราชาธิราช และต่อมาในสมัยพระเจ้าธรรมเจดีย์ ได้โปรดให้มีการหล่อระฆังจารึกไว้ที่ฐานขององค์เจดีย์

พระมหาเจดีย์แห่งนี้ใช้เป็นสถานที่ทำพระราชพิธีเจาะพระกรรณของ พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ เมื่อครั้งพระองค์ขึ้นครองราชใหม่ๆ เมื่อพระเจ้าตะเบ็งชเวตี้ สามารถยึดเมืองพะโคเป็นราชธานีแห่งใหม่ได้สำเร็จ ในรัชกาลต่อมา พระเจ้าบุเรงนอง ได้มีการสร้างฉัตรถวายเพิ่มเติมอีกหลายชั้น จนทำให้พระมหาเจดีย์ชเวมอดอ สูงขึ้นอีกหลายเท่า และยังถวายอัญมณีที่ประดับยอดมงกุฏของพระองค์เอง เป็นพุทธบูชาสูงสุด และทุกครั้งที่พระองค์จะออกทำศึกคราใด จะทรงมานมัสการพระมหาธาตุนี้ก่อนทุกครั้ง และเมื่อครั้งที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ยกทัพมาตีเมืองพะโค ก็ยังเสด็จมานมัสการองค์พระธาตุด้วย

ในประเทศไทย ได้มีการสร้างองค์พระมหาธาตุเจดีย์ จำลองไว้ที่วัดชมภูเวก อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี ซึ่งเป็นชุมชนชาวไทยเชื้อสายมอญ และที่วัดปรมัยยิกาวาส บนเกาะเกร็ด ในอำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี

การสักการะบูชา

  • นำธูปไปค้ำกับยอดของเจดีย์องค์ที่หักลงมาเพื่อความเป็นสิริมงคล ค้ำจุนชีวิตให้เจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้นไป

พระมหามัยมุนี (มัณฑะเลย์)

พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของชาวเมียนมาร์ เปรียบได้กับพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร ซึ่งเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของชาวไทย คำว่า มหามัยมุนี แปลว่า “ผู้รู้อันประเสริฐ” ชาวเมียนมาร์จะเรียกว่า “มหาเมียะมุนี” เป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องกษัตริย์

ปัจจุปันประดิษฐานอยู่ที่เมืองมัณฑะเลย์  อดีตราชธานีของเมียนมาร์ในยุคราชวงค์คอมบอง เดิมทีเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของชาวยะไข่ ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยพุทธกาล โดยกษัตริย์แห่งเมืองยะไข่ องค์พระทำจากทองสัมฤทธิ์ สูง 12 ฟุต 7 นิ้ว หนัก 6.5 ตัน กษัตริย์ผู้สร้างทรงพระสุบินว่า พระพุทธเจ้าเสด็จมาประทานพรให้พระพุทธรูปองค์นี้ เป็นตัวแทนของพระองค์ เพื่อเป็นเครื่องสืบทอดศาสนาไปในภายหน้า ตำนานกล่าวว่าแม้เมืองยะไข่ จะถูกโจมตีจากกษัตริย์เมืองอื่นที่ทรงแสนยานุภาพอย่างไร ก็ไม่อาจที่จะเคลื่อนย้ายองค์พระมหามัยมุนีออกจากเมืองนี้ได้เลย

การสักการะบูชา

  • ร่วมพิธีล้างพระพักตร์ เป็นการสักการะเพื่อความเป็นสิริมงคล
  • ล้างพระพักตร์ ด้วยน้ำอบน้ำหอมผสมทานาคา
  • ใช้แปรงทอง แปรงที่พระโอษฐ์
  • นำผ้าจากสาธุชนที่ถวายมาเช็ดจนแห้งสนิท
  • ใช้พัดทองโบกถวาย

พม่าจึงเป็นประเทศที่เหมาะกับการแสวงบุญ หรือการท่องเที่ยวที่ต้องการความสงบ เสริมบุญ เสริมดวง ที่ใครๆก็ต่างพากันไป ทั้งนี้ยังมีความเชื่ออีกว่า การได้สักการะ บูชาสถานศักดิ์สิทธิ์ครบ เป็นผู้ที่มีบุญ ใครสายบุญ หรือต้องการเสริมดวงก็ลองไปสักการะ 5 บูชาสถานที่ประเทสพม่ากันดูนะคะ

 

 

Posted on Leave a comment

จอร์เจีย ประเทศที่น่าหลงรัก

จอร์เจีย ประเทศเล็กๆที่ตั้งอยู่บนจุดตัดระหว่างทวีปยุโรปและเอเชีย ทางทิศตะวันออกของทะเลดำในเทือกเขาคอเคซัสตอนใต้ เป็นประเทศที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 2,500 ปี ในอดีตเป็นสาธารณรัฐหนึ่งของสหภาพโซเวียต ทางเหนือติดกับประเทศรัสเซีย ทางใต้ติดกับประเทศตุรกี ประเทศอาร์มีเนีย และประเทศอาเซอร์ไบจาน

นอกจากภูมิประเทศที่สวยงามและภาษาที่เก่าแก่แล้ว จอร์เจียยังมีวัฒนธรรมและสถาปัตยกรรมที่สวยงามอันเปี่ยมเสน่ห์เป็นเอกลักษณ์ แม้จะตั้งอยู่ในทวีปเอเชียแต่สถาปัตยกรรมและวัฒนธรรมภายในประเทศเหมือนทางฝั่งยุโรปจนแทบเเยกไม่ออกเลยทีเดียว  ใครอยากไปสัมผัสบรรยากาศยุโรปแบบไม่ต้องขอวีซ่า เเถมยังอยู่ได้ถึง 365 วัน ต้องไปที่นี้เลยนะคะ นอกจากนี้ค่าเงินของที่นี้ก้นับว่าอยู่ในระดับที่นักท่องเที่ยวอย่างเราๆรับได้ เพราะ 1 ลารีจอร์เจีย = 10.53 บาท และค่าครองชีพก็ไม่สูงมากนัก จึงเป็นเส้นทางใหม่ที่นักท่องเทียวต่างใฝ่ฝันส่วนสภาพอากาศของจอร์เจียมีความหลากหลายพอสมควร มีการแบ่งภูมิอากาศเป็น 2 โซนหลัก ๆ คือ ทางฝั่งตะวันตกและทางฝั่งตะวันออกของประเทศ โดยมี Greater Caucacus Mountains, Lesser Caucacus Mountains และทะเลดำเป็นตัวแปรหลักของสภาพอากาศ โดยฝั่งทางตะวันตกอากาศจะอบอุ่นมากกว่าทางด้านตะวันออกเพราะอยู่ติดกับทะเลดำ ซึ่งสามารถเที่ยวได้ตลอดทั้งปีเพราะอากาศในแต่ละเดือนมีลักษณะใกล้เคียงกัน

  • ฤดูใบไม้ผลิจะอยู่ราว ๆ เดือนมีนาคม-พฤษภาคม อุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 10-24 องศาเซลเซียส
  • ฤดูร้อนจะอยู่ช่วงเดือนมิถุนายน-สิงหาคม อุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 16-31 องศาเซลเซียส
  • ฤดูใบไม้ร่วงอยู่ระหว่างเดือนกันยายน-พฤศจิกายน อุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 4-20 องศาเซลเซียส
  • ฤดูหนาวอยู่ช่วงเดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์ อุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ -3 ถึง 8 องศาเซลเซียส

ซึ่งในจอร์เจีย ยังมีสถานที่เที่ยวที่น่าสนใจอยู่มากมาย ทั้งที่เป็นธรรมชาติและสถาปัตยกรรม  วันนี้ Unithai ขอแนะนำ สถานที่เที่ยวจอรืเจียร์ 10 แลนด์มาร์คเด็ดที่ไปแล้วจะหลงรัก อยากกลับไปซ้ำอีกครั้งเเน่นอน แต่ขอบอกไว้ก่อนนะคะ ว่ายังไม่มีสายการไหนที่บินตรงจาก กทม-ไปลงที่ สนามบินทบลิซี (Tbilisi International Airport)   แต่เราต้องไปแวะต่อเครื่องที่ยูเครน ก่อนนะคะ ถึงจะต่อไปยังจอร์เจียได้  สำหรับใครที่มีแพลนไปเที่ยวเเล้ว มาค่ะ มาจดเเลนด์มาร์คที่น่าเที่ยวของจอร์เจียไว้เลย

ทบิลิซี (Tbilisi)

ทบิลิซีคือเมืองหลวงของประเทศจอร์เจีย เสน่ห์ของทบิลิซีคือการรักษาเอกลักษณ์ของเมืองเก่าที่ก่อตั้งขึ้นมาตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 5 ควบคู่ไปกับการพัฒนาบ้านเมืองให้ทันสมัยได้อย่างสมบูรณ์แบบ ตัวเมืองตั้งอยู่ในหุบเขาถูกแบ่งออกเป็นสองฝั่งโดยแม่น้ำมิกวาริ (Mtkvari) อาคารบ้านเรือนของที่นี่ตัวบ้านทาสีพาสเทลหลังคาโทนสีส้มสดใส เป็นลักษณะแบบเดียวกันทุกพื้นที่คล้ายกับประเทศฝั่งยุโรป ทบิลิซีมีเคเบิลคาร์จากสวนไรค์ (Rike Park) ให้ขึ้นไปชมวิวแบบพาโนรามาได้ที่ป้อมปราการนาริกาลา (Narikala) ด้านบน ค่าโดยสารเพียง 1 ลารีจอร์เจียเท่านั้น โดยเคเบิลคาร์จะเปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 12.00 – 24.00 น.

สถานที่ท่องเที่ยวที่ไม่ควรพลาดในเมือง เช่น Tsminda Sameba Cathedral, Mother of Georgia (Kartlis Deda), Peace Bridge, Rike Park, Clock Tower, Narikala Fortress, Kashveti Church, Jvaris Mama Church, Ceremonial Palace of Georgia, Liberty Square (Tavisuplebis Moedani) และ Tbilisi sea เป็นต้น

  • การเดินทาง จากท่าอากาศยานทบิลิซีให้นั่งรถไฟขบวน 6608 ไปลงที่สถานีรถไฟทบิลิซี (Tbilisi Station) ค่าโดยสารประมาณ 2 – 9 ลารีจอร์เจีย ใช้ เวลาเดินทางประมาณ 30 นาที

มิชเคทา (Mtshkheta)

มิชเคทา คือเมืองหลวงเก่าของประเทศจอร์เจียก่อนเปลี่ยนเป็นเมืองทบิลิซี มิชเคทาล้อมรอบด้วยเทือกเขาคอเคซัสเป็นจุดตัดของแม่น้ำอักราวิ (Aragvi) และแม่น้ำมิกวาริ (Mtkvari) ความโดดเด่นของเมืองนี้คือภูมิประเทศที่สวยงามและอาคารบ้านเรือนที่ยังคงรักษาเอกลักษณ์สถาปัตยกรรมแบบยุคกลางไว้ได้เป็นอย่างดี

มิชเคทาเป็นสถานที่ตั้งของมรดกโลกถึง 2 ที่คือจวาริ (Jvari Church) โบสถ์สถาปัตยกรรมไบแซนไทน์บนเนินเขาและสเวทิชโคเวลิ (Svetitskhoveli Church) โบสถ์หลวงสถาปัตยกรรมยุคกลางที่เคยใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีราชาภิเษกและเป็นสุสานหลวงของราชวงศ์จอร์เจีย

  • การเดินทาง  นั่งรถไฟขบวน 602 จากสถานีรถไฟทบิลิซี (Tbilisi Station) ไปลงสถานีคาสพิ (Kaspi Station) แล้วต่อรถแท็กซี่ไปมิชเคทา ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง ค่าโดยสารประมาณ 94 – 124 ลารีจอร์เจีย

อัพลิสสิค (Uplistsikhe)

เมืองโบราณที่งดงามอีกแห่งของจอร์เจีย ตั้งอยู่บนเนินเขาริมฝั่งแม่น้ำ Mtkvari ในเขตชีดาคาร์ตลี (Shida Kartli) ก็คือเมือง อัพลิสสิคเป็นเมืองที่มีชื่อเสียงเรื่องเมืองถ้ำยุคโบราณริมแม่น้ำมิกวาริที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก โดยหมู่บ้านจะมีลักษณะเป็นหมู่บ้านแบบยุคหิน สร้างมาตั้งแต่ช่วงต้นของยุคหินเหล็ก มีอายุมากกว่า 3,000 ปี โดยบ้านของที่นี่จะสร้างในภูเขา โดยขุดเจาะภูเขาหินให้กลายเป็นที่พักอาศัยและสถานที่สำคัญของชุมชน เช่น โบสถ์ รายล้อมด้วยวิวของเทือกเขาและแม่น้ำสวย หาชมได้ยากในยุคปัจจุบัน

  • การเดินทาง นั่งรถไฟขบวน 654, 870, 872, 844 หรือ 12 จากสถานีรถไฟทบิลิซี (Tbilisi Station) ไปลงสถานีโกริ (Gori Station) แล้วต่อรถแท็กซี่ไปอัพลิสสิค ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง ค่าโดยสารประมาณ 17 – 27 ลารีจอร์เจีย

คาซเบกิ (Kazbegi) หรือ สเตพันสมินดา (Stepantsminda)

คาซเบกิตั้งอยู่บนภูเขาคาซเบกทางตะวันออกเฉียงเหนือของจอร์เจีย มีโบสถ์เก่าแก่ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ตั้งอยู่บนภูเขาสูงกว่า 2,170 เมตร ตัวโบสถ์สมัยศตวรรษที่ 14 อันตั้งอยู่บนหน้าผาริมแม่น้ำเชเครี (Chkheri) ลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบหุบเขา ล้อมรอบด้วยเทือกเขาคอเคซัส ชาวพื้นเมืองนิยมทำฟาร์มสัตว์โดยเฉพาะฟาร์มแกะ ช่วงฤดูใบไม้ผลิทุ่งหญ้าจะเต็มไปด้วยดอกไม้สวยงามเป็นพิเศษ  สูงกว่าระดับน้ำทะเลถึง 2,170 เมตร มีฉากหลังเป็นเทือกเขาสลับซับซ้อนสวยงามและยิ่งใหญ่  การขึ้นไปเที่ยวชมโบสถ์จะต้องนั่งรถโฟล์วีลขึ้นไป หรือเดินตามเส้นทางศึกษาธรรมชาติ ใช้เวลาราว ๆ 1-2 ชั่วโมง

  • การเดินทาง นั่งรถมินิบัสจากสถานีทบิลิซี ดิดูด (Tbilisi Didude) ไปลงที่สถานีกูเดาริ (Gudauri) แล้วต่อแท็กซี่ไปที่คาซเบกิค่าโดยสารประมาณ 49 – 59 ลารีจอร์เจีย ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมงครึ่ง

กูเดาริ (Gudauri)

กูเดาริเป็นเมืองสกีรีสอร์ท ทีมีชื่อเสียงของจอร์เจีย ตั้งอยู่ในเเนวเทือกเขาคอเคซัส ที่อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลถึง 2,200 เมตร ช่วงฤดูหนาวที่นี่จะเป็นจุดหมายปลายทางหลักๆ ของนักท่องเที่ยว เพราะกูเดาริจะกลายสภาพเป็นภูเขาหิมะขนาดใหญ่ไว้เล่นสกีและกีฬาฤดูหนาวทุกรูปแบบ เช่น ฮอกกี้ เลื่อนหิมะ และสโนว์บอร์ด  ส่วนสกีรีสอร์ทที่เป็นที่นิยมรองลงมาก็จะเป็น Bakuriani ในเมือง Borjomi มีความสูงราว ๆ 1,700 เมตร จากระดับน้ำทะเล วิวสวยและมีสิ่งอำนวยความสะดวกไม่น้อยหน้าไปกว่า Gudauri ส่วนสถานที่อื่น ๆ ที่น่าสนใจ อาทิ Mestia,  Adjara, Betania, Svaneti เป็นต้น  ในหน้าหนาวที่มีหิมะปกคลุมเทือกเขาคอเคซัส หิมะทำให้เทือกเขาแห่งนี้ดูยิ่งใหญ่และสวยงามไม่แพ้กับเทือกเขาแอลป์ทางฝั่งยุโรปเลยทีเดียว

  • การเดินทาง นั่งรถมินิบัสจากสถานีทบิลิซี ดิดูด (Tbilisi Didude) ไปลงที่สถานีกูเดาริ (Gudauri) ค่าโดยสารประมาณ 10 ลารีจอร์เจีย ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมง

บอร์โจมิ (Borjomi)

บอรืโจมิเมืองตากอากาศเล็ก ๆ ริมแม่น้ำ Mtkvari ในเขตซัมซเค-จาวาเคตี (Samtskhe-Javakheti) เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงเกี่ยวกับแหล่งน้ำแร่ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญของจอร์เจีย เพราะมีแหล่งน้ำพุร้อนธรรมชาติที่ดีที่สุด บวกกับตัวเมืองตั้งอยู่กลางหุบเขาคอเคซัส ล้อมรอบด้วยป่าไม้และแหล่งต้นน้ำที่อุดมสมบูรณ์  เรียกได้ว่าเป็นเมืองที่เพียบพร้อมไปด้วยธรรมชาติที่น่าสูดเอาอากาศเข้าปอดจริงๆค่ะ

นอกจากนี้ที่นี้มีโรงแรมหลากหลายสไตล์เปิดให้บริการบ่อน้ำพุร้อน อากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี เเถมยังมีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจให้ไปเที่ยวชมมากมาย เช่น Firuza Blue Palace, Mineral Water Park, Borjomi Museum Of Local Lore, Gogia’s Castle, Peter’s Castle, Romanovs’ Palace, Borjomi-Kharagauli National Park, Timotesubani Monastery-The Cathedral Of Holy Virgin, The Green Monastery, Kvabiskhevi Church Of The Assumption, Plateau Wheel, Plato Ropeway, Fairy Land เป็นต้น

  • การเดินทาง นั่งรถไฟขบวน 618 หรือ 686 จากสถานีรถไฟทบิลิซี (Tbilisi Station) ไปลงสถานีสวนบอร์โจมิ (Borjomi Park Station) ใช้เวลาเดินทางประมาณ 4 ชั่วโมง ค่าโดยสารประมาณ 4 – 14 ลารีจอร์เจีย

ซิกนาลี (Sighnaghi)

 ซิกนาลีเป็นเมืองเล็กๆ บนภูเขาที่มีฉากหลังเป็นเทือกเขาคอเคซัส ได้รับฉายาว่าเป็นทัสคันแห่งจอร์เจีย อาคารบ้านเรือนก่อด้วยอิฐแดง หลังคาโทนสีส้ม สร้างในสไตล์เดียวกันทั้งเมือง ตัดกับสีเขียวสดใสของต้นไม้ที่ขึ้นอย่างหนาแน่น ดูร่มรื่นสวยงาม ซิกนาลียังคงอนุรักษ์สถาปัตยกรรมยุคกลางแบบเก่าภายในตัวเมืองไว้ได้เป็นอย่างดี เช่น กำแพงเมือง ป้อมปราการ โบสถ์คริสต์และตลาดโบราณ
  • การเดินทาง จากทบิลิซีไม่มีรถประจำทางหรือรถไฟไปถึงซิกนาลี ต้องใช้บริการแท็กซี่เท่านั้น ค่าแท็กซี่อยู่ที่ประมาณ 124 – 148 ลารีจอร์เจีย ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง 40 นาที

บาทูมิ (Batumi)

 บาทูมิเป็นเมืองตากอากาศชายทะเลติดกับทะเลดำ (Black Sea) ได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งสีสันยามราตรีและเป็นเมืองที่ทันสมัยมากที่สุดในจอร์เจีย มีสถาปัตยกรรมร่วมสมัยทั้งตึกสูงระฟ้าและบ้านเรือนสถาปัตยกรรมยุโรปยุคเก่า เพราะบาทูมิมีประวัติศาสตร์ความเป็นมายาวนานตั้งแต่ศตวรรษที่ 8 เลยทีเดียว สถานที่ท่องเที่ยวหลักๆ ของเมือง ได้แก่ ป้อมปราการเก่าแก่โกนิโอ (Gonio Fortress) สวนพฤกษศาสตร์บาทูมิ (Batumi Botanical Garden)  ยุโรปสแควร์ (Europe Square) อาคารหอดูดาว (Astronomical Clock)

  • การเดินทางนั่งรถไฟขบวน 802, 804, 806, 808 จากสถานีรถไฟทบิลิซี (Tbilisi Station) ไปลงสถานีบาทูมิ (Batumi Station) ใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมง ค่าโดยสารประมาณ 14 – 22 ลารีจอร์เจีย

ทะเลสาบทบิลิซี (Tbilisi Sea)

ทะเลสาบทบิลิซีตั้งอยู่ทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองทบิลิซี เป็นทะเลสาบเทียมขนาดใหญ่ สร้างเมื่อปี ค.ศ. 1953 มีพื้นที่กว้างขวาง ความยาวประมาณ 8.75 กิโลเมตร กว้างประมาณ 2.85 กิโลเมตร รายล้อมไปด้วยวิวทิวทัศน์ที่สวยงามของแนวภูเขาและป่าไม้สีเขียว บรรยากาศสบาย ๆ เป็นที่ท่องเที่ยวยอดนิยมในหน้าร้อน เพราะจะมีกิจกรรมกลางแจ้งทางน้ำให้ร่วมสนุกมากมาย มีพื้นที่ให้นั่งเล่นปิกนิก และทำกิจกรรมผ่อนคลายได้

 หมู่บ้านจูทา (Juta)

หมู่บ้านเล็ก ๆ กลางหุบเขาในเทือกเขาคอเคซัส ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศจอร์เจีย มีระดับความสูงอยู่ที่ราว ๆ 2,000 เมตร จากระดับน้ำทะเล เป็นหมู่บ้านที่ขึ้นชื่อว่าสวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เพราะมีวิวของภูเขาที่ใหญ่และสวยงามในฤดูร้อน  มีทุ่งหญ้าสีเขียวปกคลุมไปทั้งเทือกเขา ด้านหลังเป็นยอดเขารูปร่างสวยแปลกตามีหิมะปกคลุมตลอดทั้งปี มีแม่น้ำไหลผ่านถึง 2 สาย คือ Jutistskali River และ Chaukhistskali River บรรยากาศราวกับสวรรค์น้อย ๆ เลยทีเดียว  ในช่วงหน้าร้อนนักท่องเที่ยวมากมายจะพากันมาเดินป่าสัมผัสธรรมชาติ บ้างก็นอนเต็นท์ บ้างก็พักเกสต์เฮาต์กระท่อมหลังเล็ก ๆ  แค่คิดก็เหมือนได้สูดอากาศเเล้ว

ใครอยากได้บรรยากาศแบบยุโรปแต่ราคาแบบเอเชีย เเถมไม่ต้องทำวีซ่าที่สำคัญค่าครองชีพไม่ได้สูงมาก ได้ทั้งทะเล ภูเขา ทุ่งหญ้าสีเขียว หิมะหนานุ่ม แถมยังเที่ยวได้ตลอดทั้งปี ขอแนะนำจอร์เจียไว้เป็นตัวเลือกในลำดับต้นๆนะคะ

ทัวร์จอร์เจียแนะนำ

รหัสโปรแกรม: 12311
TBS01 : GF Gergia ทบิลิซี่ คาซเบกี้ – มิทสเตต้า – ซิกนากี BY GF

6 วัน 3 คืน
ต.ค – พ.ย 2019

เริ่ม ฿22,889

 

 

รหัสโปรแกรม: 12311
TBS02 : Geogia ทบิลิซี่ คาซเบกี้ – มิทสเตต้า – ซิกนากี BY PS

6 วัน 4 คืน
ต.ค 2019

เริ่ม ฿32,900

 

 

รหัสโปรแกรม: 12311
TBS03 : Georgia ทบิลิซี่ คาซเบกี้ – อัพลีสสิค – บาทูมี่ – คูไตซิ BY PS

8 วัน 6 คืน
ต.ค 2019

เริ่ม ฿38,900

Posted on Leave a comment

ไปไต้หวัน ทำไมต้องล่องเรือ ทะเลสาบสุริยัน-จันทรา

ไปไต้หวันทีไร ใครๆก็บอกว่าต้องไปล่องเรือทะเลสาบสุริยัน จันทราให้ได้นะ แล้วทะเลบาสที่นี้มีอะไรทำไมต้องไป วันนี้ Unithai จะนำไปทำความรู้จักกับที่นี้กันนะคะ

ทะเลสาบสุริยันจันทรา หรือที่รู้จักกันในนาม Sun Moon Lake  ตั้งอยู่ในเมืองหยูชี (Yuchi) เขตหนานเถา (Nantou) เป็นแหล่งน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดของเกาะไต้หวัน มีพื้นที่ทั้งหมดราว ๆ 5.4 ตารางกิโลเมตร บริเวณรอบๆจะเต็มไปด้วยภูเขาน้อยใหญ่มากมาย หากได้ลองนั่งเรือชมทะเลสาบจะเห็นว่าทะเลสาบแห่งนี้นั้นกว้างใหญ่  เเถมที่นี้ยังมีชื่อเสียงด้านความสวยงามจนได้รับการขนานนามว่าเป็น “สวิสเซอร์แลนด์แห่งไต้หวัน” 

ทำไมชื่อ Sun Moon Lake
ก็เพราะ ลักษณะรูปร่างของอ่าว ที่ด้านตะวันออกจะมีรูปร่างคล้ายพระอาทิตย์ และฝั่งด้านตะวันตกจะมีลักษณะคล้ายพระจันทร์ คนพื้นเมืองจึงเรียกว่า zintun แต่ต่อมานักเขียนนามว่า Deng Chuan-an ก็ได้เขียนบทความเรื่อง Travels to Shueilishe และได้เอ่ยถึงทะเลสาบแห่งนี้ โดยใช้ชื่อว่า Sun Moon Lake นักท่องเที่ยวจึงเรียกตามนั้นเป็นต้นมา

ทะเลสาบสุริยันจันทรา ตั้งอยู่สูงเหนือกว่าระดับน้ำทะเลประมาณ 748 เมตร ล้อมรอบไปด้วยแนวเทือกเขาสูงใหญ่ ไล่ไปความสูงตั้งแต่ 600-2,000 เมตร โดยรอบของทะเลสาบไม่มีอาคารบ้านเรือนแออัด ไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวว่ายน้ำในทะเลสาบ รวมทั้งมีการควบคุมเรือนำเที่ยวในทะเลสาบอย่างเคร่งครัด จึงทำให้น้ำในทะเลสาบมีสีเขียวมรกตใสแจ๋ว สะอาดสะอ้าน

ยิ่งมีธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์อยู่โดยรอบยิ่งทำให้อากาศที่นี่เย็นสบายตลอดทั้งปี อากาศจะบริสุทธิ์สดชื่น ยามเช้าจะมีหมอกลอยละล่องเหนือทะเลสาบอย่างสวยงาม ยามค่ำคืนก็ยังจะเห็นดาวมากมายบนฟากฟ้า สวยงามขนาดนี้ จะไม่ยกตำแหน่งทะเลสาบที่สวยที่สุดในไต้หวันให้ได้อย่างไร

ชนพื้นเมืองตำนานน่าค้นหา

ก่อนที่ทะเลสาบแห่งนี้จะเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกและมีนักท่องเที่ยวมากหน้าหลายตาเข้ามาเยี่ยมเยือน ที่นี่ได้เป็นบ้านของคนพื้นเมือง ซึ่งเรียกว่ากันว่า ชาวเซ้าจู๋ ที่แปลว่าความสุข ความงดงามดั่งสวรรค์ มีตำนานเล่าต่อ ๆ กันมาว่า ชาวเซ้าจู๋ได้เดินตามกวางสีขาวผ่านหุบเขามาเรื่อยๆ จนพบกับทะเลสาบสุริยันจันทรา ซึ่งเป็นดินแดนที่มีความสวยงามและอุดมสมบูรณ์มาก ๆ จึงได้ตั้งรกรากสร้างบ้านเรือนเล็ก ๆ อาศัยอยู่โดยรอบทะเลสาบแห่งนี้มาจนถึงปัจจุบัน

โดยในปัจจุบันชนเผ่านี้มีจำนวนเหลือน้อยที่สุดในไต้หวัน เหลือเพียง 200-300 คนแต่ยังคงมีปะรเพณีเเละวัฒนธรรมที่น่ารัก อย่างการร้องเพลงชนเผ่า ที่รื่นหูเเละฟังง่าย การเป็นอยู่ก็อยู่อย่างเรียบง่าย การมาล่องเรือที่นี้จึงเป็นสิ่งที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาดเลย เพรานอกจากความสวยงามเเล้วยังมีตำนานที่น่าสนใจ เเถมที่นี้ยังเป็นจุดท่องเที่ยวที่สำคัญที่ห้ามพลาดเลยของไต้หวัน

ตั๋วเรือจะมี 2 ราคาคือ

  1. ราคาแบบเหมา 300 เหรียญไต้หวัน (NT$) สามารถเดินทางไปมาได้ทั้ง 3 ท่าเรือ
  2. ราคาต่อท่าเรือ จะอยู่ที่ 100 เหรียญไต้หวัน (NT$) ต่อหนึ่งท่าเรือ

ส่วนด้านหลังของตั๋วเรือจะแสดงตารางเวลาที่เรือออกจากแต่ละท่าไว้เรียบร้อยแล้ว

ท่าเรือของทะเลสาบสุริยันจันทรา

  • ท่าเรือ Shueishe จุดขึ้นเรือแรกของเราตั้งอยู่ใกล้กับ Visitor Center ที่อยู่ไม่ไกลจากวัดเหวินอู่ที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลเพื่อแวะเที่ยวชมและกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์
  • ท่าเรือ Syuanguang เป็นที่ตั้งของวัดพระถังซัมจั๋งจุดท่องเที่ยวสำคัญของทะเลสาบสุริยันจันทรา สามารถเดินขึ้นไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์และเที่ยวชมความสวยงามของวัด แวะถ่ายรูปกับก้อนหินแกะสลักชื่อทะเลสาบ (日月潭) จุดเช็คอินยอดฮิต
  • ท่าเรือ Itashao ใกล้กับสถานี Sun Moon Lake Ropeway Station จุดขึ้นกระเช้าลอยฟ้า (ค่าบริการเที่ยวละ 300 เหรียญไต้หวัน (NT$) ต่อคน เปิดให้บริการตั้งแต่ 10.00 – 16.30 น. ใช้เวลาเดินทางประมาณ 7 นาทีต่อเที่ยว) เพื่อชมวิวทิวทัศน์รอบทะเลสาบแบบมุมสูงหรือจะเข้าชมหมู่บ้านวัฒนธรรมอะบอริจินฟอร์โมซาน หมู่บ้านจำลองวิถีชีวิตชาวเขาพื้นเมืองของไต้หวันสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1986 รวมทั้งเป็นแหล่งรวมกิจกรรมอีกหลายอย่างไว้บริการนักท่องเที่ยว อาทิ สวนสนุก สถานที่จัดแสดงโชว์และสิ่งที่น่าสนใจอีกมากมาย ค่าเข้าชมคนละ 780 เหรียญไต้หวัน (NT$)
Posted on 1 Comment

เที่ยวน้ำตกแห่งความโรแมนติก Niagara Falls

NIAGARA FALLS 1 ใน 7 สิงมหัศจรรย์ของโลกที่ขึ้นชื่อในเรื่องของความสวยงามเเละความโรแมนติก น้ำตกนี้ตั้งอยู่ที่มณรัฐออนตาริโอ เมืองไนแอการาฟอลส์ ที่ตั้งอยู่บนพรมแดนระหว่างประเทศแคนาดากับสหรัฐอเมริกา ซึ่งน้ำตกนี้เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ทางตะวันออกของทวีปอเมริกาเหนือ

 น้ําตกไนแอการาประกอบด้วยน้ําตกสามแห่งที่แยกออกจากกัน คือ น้ําตกเกือกม้า (Horseshoe Falls บางครั้งก็เรียก น้ําตกแคนาดาสูง 158 ฟุต, น้ําตกอเมริกาสูง 167 ฟุต, และน้ําตก Bridal Veil.

น้ำตกไนแองการา เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่โด่งดังจนติดอันดับโลก ซึ่งน้ําตกไนแอการาทางฝั่งแคนาดาจะกว้างและสวยกว่าทางฝั่งอเมริกา โดยฝั่งเเคนนาดาจะมีลานกว้างเป็นจุดชมวิวให้นักท่องเที่ยวได้ชมความงดงาม และความน่าสนใจอีกอย่างก็คือน้าตกอันสวยงามแห่งนี้จะเกิดปรากฎการณ์รุ้งกินน้ําให้ได้ชมตลอดในช่วงเวลากลางวันค่ะ

นอกจากนี้แล้วที่นี่ ยังมี highlight ที่ทุกคนต้องไปชม นั้นก็คือ The Maid of The Myst หรือการล่องเรือเฟอร์รี่เพื่อชมความงามของน้ำตกนั้นเองค่ะ โดยเราจะล่องเรือเข้าไปใกล้ๆน้ำตก วึ่งเวลาล่องเรือทางเรือเขาจะมีเสื้อกันฝนให้ด้วย โดยการล่องเรือจะใช้เวลาไปกลับทั้งหมดประมาณ ครึ่งชั่วโมงค่ะ การล่องเรือนี้ หากไปกับทัวร์จะเป็นการสะดวกกว่าไปเองมาก

นอกจากนี้น้ำตกแห่งนี้ยังมีเรื่องราวของตำนานชนพื้นถิ่นอเมริกัน ที่เรียกว่า “Maid of the Mist” แปลตามตัวอักษรก็คือหญิงสาวแห่งสายหมอก เนื่องจากในสมัยหนึ่งชาวอินเดียนแดงที่อาศัยแถบนี้ล้มตายลงเป็นจำนวนมากด้วยโรคระบาด พวกเขาเชื่อว่าเป็นเพราะเทพเจ้าแห่งสายน้ำไม่โปรดจึงลงโทษด้วยการคร่าชีวิตผู้คน ทางชนเผ่าจึงได้ส่งลูกสาวของหัวหน้าเผ่าลงเรือให้ไหลลงไปตามน้ำตกเพื่อสังเวยแด่เทพเจ้า

เทพเจ้าโปรดปรานเธอมาก เธอตกลงยอมเป็นภรรยาโดยมีเงื่อนไขว่าเทพเจ้าต้องช่วยชีวิตผู้คนในเผ่าเธอ เทพเจ้าจึงเปิดเผยว่าที่ผู้คนล้มตายเป็นเพราะงูยักษ์ที่อาศัยอยู่ในลำน้ำ คายพิษลงในน้ำดื่ม เธอจึงปรากฏกายขึ้นในม่านน้ำ เพื่อแจ้งข่าวแก่ชาวบ้าน ตกกลางคืนชาวบ้านจึงรุมจับงูและฆ่าทิ้ง ศพของงูลอยไปติดแก่งเหนือน้ำตก จึงขวางทางน้ำเป็นรูปโค้งเหมือนเกือกม้าอย่างในปัจจุบัน

แค่เห็นภาพก็น่าตื่นเต้นแล้ว เเถมตำนานยังน่าตืดตาม ใครที่อยากสัมผัสภาพสวยๆของน้ำตกแห่งนี้ แนะนำว่าต้องไปให้ได้สักครั้งในชีวิตนะคะ

 

Posted on Leave a comment

กำหนดการ Shirakawago Light Up 2020 ออกแล้ว

หมู่บ้านชิราคาวาโกะ (Shirakawago)  หมู่บ้านเล็กๆที่ตั้งอยู่ที่เมืองทาคายาม่า  เป็นหมู่บ้านชาวนาที่มีรูปร่างแปลกตาติดอันดับ the most beautiful village in Japan ก่อตั้งเมื่อประมาณปี ค.ศ. 1919 ประกอบด้วย 16 หมู่บ้าน โซนที่นักท่องเที่ยวนิยมมานั้นคือ “หมู่บ้านโอกิมาจิ (Ogimachi / 荻町)” ซึ่งเป็นหมู่บ้านหลักและมีขนาดใหญ่ที่สุดในชิราคาวาโกะ

เอกลักษณ์ที่มีชื่อเสียงอย่างมากของที่นี่ก็คือ บ้านญี่ปุ่นโบราณมีหลังคาทรงสูงแบบการพนมมือที่เรียกว่า “Gassho-Zukuri (合掌造り)” คำว่า“กัชโช” มีความหมายว่า “พนมมือ” ซึ่งเป็นการบ่งบอกถึงลักษณะรูปแบบของบ้านที่มีหลังคามุงด้วยฟางข้าวที่ทำมุม 60 องศาคล้ายสองมือประนม ตัวบ้านมีความยาวประมาณ 18 เมตรกว้าง 10 เมตรทั้งหลังถูกสร้างขึ้นโดยไม่ใช้ตะปู

หมู่บ้านชิราคาวาโกะได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกของ UNESCO ในปี ค.ศ. 1995 และกลายมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญในแถบภูมิภาคนี้ที่หลายคนอยากมาเยือน ซึ่งสามารถมาเยือนได้ตลอดทั้งปี

โดยช่วงที่น่าเที่ยวแบ่งออกเป็นดังนั้น

  • ฤดูหนาว: เป็นช่วงพีคที่สุด เพราะเป็นช่วงที่หมู่บ้านมีหิมะสีขาวปกคลุมอย่างสวยงาม และมีช่วงประดับไฟ (Shirakawago Winter Light-Up) ในระหว่างเดือนมกราคม – กุมภาพันธ์
  • ฤดูใบไม้ผลิ: มีไฮไลท์อยู่ที่ช่วงปลายเดือนเมษายน – ต้นพฤษภาคม ซึ่งเป็นช่วงที่ซากุระบานสีชมพูหวานๆ กำลังบานสะพรั่ง
  • ฤดูร้อน: ช่วงกลางเดือนกรกฎาคม – ต้นเดือนกันยายนเป็นช่วงที่ทุ่งนากำลังเขียวชะอุ่ม อากาศกำลังดี ไม่ร้อนจนเกินไป
  • ฤดูใบไม้ร่วง: ช่วงที่เหมาะแก่การชมใบไม้เปลี่ยนสีอยู่ที่ประมาณต้นเดือนพฤศจิกายน เป็นช่วงที่หมู่บ้านมีหลากสีสันสวยงามมากๆ

และเมื่อถึงหน้าหนาว เทศกาลที่อยู่คู่กับที่นี้ และนักท่องเที่ยวจะพลาดไม่ได้เลยนั้นก็คือ  Shirakawago Light Up 2020 
ความอลังการที่สุด ดังที่สุด ในปีหน้านั้น Light Up จะจัดทั้งหมด 6 วัน

  • 13, 19, 26 มกราคม 2020
  •  2, 9 ,16 กุมภาพันธ์ 2020

การไปชมเทศกาลที่หมู่บ้านจะแบ่งเป็น 2 แบบ คือ

  • การนอนพักในหมู่บ้าน
    สำหรับใครที่อยากจะนอนใน Shirakawago ช่วง Light Up เขาจะเปิดให้จองทาง https://www.booking.com/hotel/jp/shirakawago-hostel.htm ในวันที่ 10 กันยายนนี้ !!
    แต่ต้องจองห้องพักแบบ ” 3 วัน 2 คืนเท่านั้น”
  • ไปเที่ยวชมในหมู่บ้าน
    ไม่จองบ้านพัก ก็เข้าไปชมได้แต่จะต้องรีบจองตั๋วเข้าชมจุดชมวิว รถบัสเข้างาน หรือที่จอดรถสำหรับคนที่ขับรถไปเองด้วย จะมีประกาศเป็นรอบๆ แนะนำกด Subscribe : http://bit.ly/2KU4gkJ เพื่ออัพเดทตลอดเวลาค่ะ

    ที่มา  Shirakawago 2020 : http://bit.ly/2KVcR6t

Posted on Leave a comment

น้ำตกตาดกวางสี สวรรค์กลางป่าแห่ง…หลวงพระบาง

ลาว เมืองเเห่งมนต์เสน่ห์ทางวัฒนธรรม และสถานที่ท่องเที่ยวที่ยอดเยี่ยมแห่งทวีปเอเชีย เต็มไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติที่สวยงามและสมบูรณ์ ภูมิประเทศมีลักษณะเป็นเทือกเขาสูงสลับซับซ้อน และที่นี้ไม่ได้น่าต้องมนต์แค่สถนาที่เที่ยว ผู้คน วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของที่นี้ก็น่าหลงใหลไม่แพ้กัน

วันนี้ Unithai ขอแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวที่งดงามอีกที่ของเมืองหลวงพระบาง ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นน้ำตกที่สวยที่สุดในหลวงพระบาง นั่นก็คือ น้ำตกตาดกวางสี นั่นเองค่ะแต่จะสวยแค่ไหน ตามมากันเลย

“น้ำตกตาดกวางสี” หรือ น้ำตกกวางสี น้ำตกที่สวยที่สุดในหลวงพระบาง ซึ่งคำว่า ตาด ในภาษาลาว แปลว่าน้ำตก ตาดกวางสี จึงแปลว่าน้ำตกกวางสี  หมายถึง กวางหนุ่มที่เขาเพิ่งเริ่มงอก (ภาษาไทยเรียกกวางซีหรือกวางเขาซี) ต้นน้ำของที่นี้เกิดจากธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ที่บ้านน้ำออก จากนั้นกลายเป็นน้ำสี ไหลมาจนถึงบ้านท่าแป้น รวมระยะทางประมาณ 5 กม. ก่อนจะกลายเป็นน้ำตกตาดกวางสี และยังไหลเป็นลำธารต่อไปอีกประมาณ 4 กม.จนไหลลงสู่แม่น้ำโขง

เป็นน้ำตกหินปูน สูงราว 70 เมตรมีสองชั้น สภาพป่าร่มรื่น มีสะพานและเส้นทางเดินชมรอบๆน้ำตกและสามารถเลาะข้างน้ำตกไปชมน้ำตกชั้นบนสามมารถเล่นน้ำบริเวณลำธารได้ นอกจากจะชื่นชมความงามของน้ำตกแล้ว ยังหาซื้อของที่ระลึกที่ทางเข้าน้ำตก ซึ่งเป็นสินค้าพื้นเมืองที่ทำจากไม่ไผ่เป็นของใช้หลายชนิด และมีร้านอาหารตามสั่งให้บริการอยู่หลายร้าน น้ำตกกวางชีมีน้ำตลอดปี ในฤดูร้อนน้ำจะน้อย  แต่นักท่องเที่ยวก็ยังคงนิยมมาเที่ยวที่นี้กัน นั่นก็เพราะความสวยงามของธรรมชาติ และความร่มรื่นนั่นเองค่ะ

การเดินทางไปที่น้ำตกแห่งนี้มีดังนี้

  •  รถเมล์ ต้องข้ามฝั่งไปรอรถด้านตรงข้ามสนามบิน ซึ่งจะมีรถเมล์สีเขียววิ่งสวนกันไปมา ราคาอยู่ที่ 5,000 กีบ/คน แต่รถมาไม่ถี่นัก สามารถดู GPS ของรถเมล์ที่ต้องการได้ที่ https://lao.busnavi.asia/
  • รถสกายแล็ป(ตุ๊กตุ๊ก) เป็นวิธีการเดินทางที่นิยมมากจากสนามบินนานาชาติหลวงพระบางเข้ามายังตัวเมือง เพราะสะดวกสบาย โดยมีระยะทางประมาณ 5.7 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 15-20 นาที อัตราค่าโดยสารมีสองรูปแบบคือ ราคา 50,000 กีบ/3คน หรือจะจ่ายเป็นสกุลเงินไทยก็ได้ ประมาณ 200 บาท/3คน เช่นเดียวกัน
  •  รถจักรยานยนต์ (เช่า) เนื่องจากตาดกวางสีอยู่ห่างจากตัวเมืองหลวงพระบางไปประมาณ 30 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 53 นาที นักท่องเที่ยวที่มากันเป็นคู่มักเลือกเดินทางด้วยตัวเองและขับลัดเลาะไปตามแผนที่ โดยขับไปตามถนนเส้นทางหลวงหมายเลข 1 สามารถเช่ารถได้ตามที่พักหรือซอยโจมา ซอยที่พักยอดนิยมของนักท่องเที่ยว ราคาเช่าอยู่ที่ประมาณ 50,000 กีบ/วัน
  • รถจัมโบ้ (เหมา) หรือรถสองแถวซึ่งจะออกจากตลาดชาวเขาหรือตลาดม้ง ตรงสี่แยกใจกลางเมืองหลวงพระบาง เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่ไม่ต้องการขับรถเอง หรือมากันเป็นกลุ่ม ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถมารอตรงสี่แยกและต่อรองราคาได้ โดยรถจะขับไปตามถนนเส้นทางหลวงหมายเลข 1 ระยะทางประมาณ 30 กิโลเมตร ต่อ 53 นาที

อัตราค่าเข้าชม : 20,000 กีบ

เวลาเปิด – ปิด : ตั้งแต่เวลา 06.00 – 17.30 น.

ช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับท่องเที่ยว : ช่วงปลายฝนต้นหนาวหรือช่วงเดือนตุลาคมเป็นต้นไป น่าเที่ยวมากที่สุดเพราะต้นไม้และน้ำมีความเขียวชอุ่ม ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถไปได้ตลอดทั้งปี เพราะมีน้ำให้เล่นได้ตลอด แต่ในช่วงกุมภาพันธ์ – พฤษภาคม จะเป็นช่วงหน้าแล้ง น้ำจะน้อยกว่าปกติ

สถานที่ตั้ง : อยู่ห่างเมืองหลวงพระบางไปทางทิศใต้ประมาณ 30 กิโลเมตร

 

Posted on Leave a comment

ไปล่าแสงเหนือที่ไหนดี ต้องไปสักครั้งในชีวิตนะ


‘แสงเหนือ’ หรืออีกชื่อหนึ่งก็คือ ‘ออโรร่า’ เป็นปรากฎการณ์ธรรมชาติที่ก่อให้เกิดความสวยงามตระการตาไปทั่วท้องฟ้า มองดูคล้าย ๆ หมู่ดาวและแสงจากท้องฟ้ากำลังเต้นระบำอย่างงดงาม ถูกตั้งโดย กาลิเลโอ นักวิทยาศาสตร์ชื่อดัง   แสงเหนือ มีหลายสีด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นสีฟ้า สีเหลือง หรือสีม่วง แต่สีที่ปรากฎบ่อยสุดก็คือ สีเขียว

โดย ‘แสงเหนือ’ นั้นเกิดจากการชนกันระหว่างก๊าซในชั้นบรรยากาศโลก กับอนุภาคไฟฟ้าที่ถูกปล่อยออกมาจากพลังงานแสงอาทิตย์ ก่อให้เกิดการระเบิดเป็นลำแสงสีต่างๆ กันออกไป แล้วประเทศไหนบ้างที่เราสามารถไปล่าแสงเหนือได้

รัสเซีย

เมืองที่เราไปล่าแสงเหนือได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า เมืองที่สวยเว่อร์จนน่าจดจำ พิกัดที่ชมได้จะอยู่ที่ เมืองเมอร์มังส์ก (Murmansk) ทางตอนเหนือของรัสเซีย ใกล้กับฟินแลนด์ โดยส่วนมากแล้วจะนิยมไปในช่วงดือนกุมภาพันธ์  ราคาทัวร์ จะเริ่มต้นที่ 52,900 บาท

ฟินแลนด์

นักล่าแสงเหนือ จะชื่นชอบที่นี้มากๆ เพราะมีโอกาสพบเจอเหตุการณ์นี้บ่อยครั้ง จุดยอดนิยมอยู่ที่ แลปแลนด์ (Lapland) เมืองทางตอนเหนือ จะมีแสงออโรร่าบนท้องฟ้าให้ดูได้ สวยงามสมชื่อฟินแลนด์เลยจ้า ส่วนมากนักล่านิยมมาในช่วงปลายเดือนสิงหาคมถึงเมษายน
ราคาทัวร์ เริ่มต้นที่ 149,900 บาท เเต่นอกจากล่าแสงเหนือแล้ว ยังมีกิจกรรมอื่นๆอีกเพียบ

ไอซ์แลนด์

หากจะ ดูแสงเหนือ ในสถานที่วิวสวยก็คงต้องที่นี้เลย เพราะมีโลเคชั่นชมแสงออโรร่าฟุ้งกระจายเต็มท้องฟ้ายามค่ำคืน บรรยากาศธรรมชาติกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตาแบบไม่มีอะไรปิดกั้นได้ พิกัดใกล้ๆ กรุงเรคจาวิค (Reykjavik) เมืองหลวงของที่นี่แหละ จะเลือกชมแสงเหนือในเมืองก็ได้ และที่พิเศษคือ เราสามารถเห็นแสงออโรร่าได้ทั้งปีโดยเฉพาะฤดูหนาว ตุลาคม-มีนาคม ซึ่งเป็นช่วงที่กลางคืนยาว มองเห็นออโรราชัด้จน แถม อากาศไม่หนาวจนเกินไป  ราคาทัวร์ เริ่มต้นที่ 99,900 บาท

นอร์เวย์

ก็เป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีปรากฏการณ์แสงออโรร่า จุดชมที่แนะนำจะอยู่ทางตอนเหนือของประเทศ อย่างเช่น เมืองทรอมโซ (Tromso) สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของนักท่องเที่ยว มีแสงเหนือสวยเพราะอยู่ท่ามกลางวงแหวนแสงออโรร่าพอดิบพอดี เหมาะสำหรับคนรักความสงบ และยังมี เมือง Andenes โดยสามารถพบได้ในคืนที่ท้องฟ้าโล่ง ในเดือนกันยายนถึงมีนาคม  ราคาทีวร์ เริ่มต้นที่ 89,900 บาท

เดนมาร์ก

เป็นอีกแระเทศที่เหมาะสำหรับการไปดูแสงเหนือ อย่างจุดชมออโรร่าที่ หมู่เกาะแฟโร(Faroe) ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของมหาสมุทรแอตแลนติกให้รอลุ้นปรากฏการณ์แห่งแสงนี้ด้วยล่ะจ้า ควรไปในช่วงกลางเดือนสิงหาคมถึงปลายเมษายน  ราคาทัวร์เริ่มต้น 78,888 บาท

สวีเดน

มีสถานที่ดูแสงเหนือ อย่างในอุทยานแห่งชาติอบิสโก (Abisko National Park) อลังการด้วยฉากภูเขาและทะเลสาบ ซึ่งเป็นที่ตั้งของออโรร่าสกายสเตชั่น (Aurora Sky Station) สุดเงียบสงบ ตั้งอยู่ในเขตเมืองคิรูน่า (Kiruna) ทางตอนเหนือของสวีเดน ห่างจากเมืองหลวงสต็อกโฮล์มประมาณ 1,200 กิโลเมตร สามารถนั่งเครื่องบินในประเทศมาลงสนามบิน Kiruna Airport หรือนั่งรถบัสมาได้ มาได้ในช่วงเดือน เดือนกันยายน-มีนาคม  ราคาทัวร์ เริ่มต้น 78,800 บาท   สังเกตุง่ายๆ ประเทศทีีเราสามารถไปชมเเสงเหนือได้ คือประเทศที่อยู่ในกลุ่ม สเเกนดิเนเวีย หรือที่เรียกว่า ยุโรปเหนือนั่นเอง